ประวัติบ้านครูมด

บ้านครูมด ก่อตั้งขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจในช่วงวัยเด็ก ที่เรียนพิเศษ หลายๆที่ ที่ดังๆ สอนสนุก แต่สุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจบทเรียน ได้แต่ความสนุกและค่านิยม ที่ไม่ค่อยสร้างประโยชน์สักเท่าไหร่ ครูมดสอนหนังสือมาหลายปีมากแล้ว สอนตามใต้ตึกคณะตอนเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนแบบตัวต่อตัว ส่งเด็กๆเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้หลายคนแล้ว ตอนนี้จึงเปิดเป็นศูนย์เล็กๆขึ้นมา สอนเน้นคุณภาพและความเข้าใจเหมือนเดิม ไม่ใช่โรงเรียนเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ ค่าเรียนจึงถูกกว่า ที่อื่นๆหลายเท่า แต่สอนโดยครูชื่อดัง ที่มีประสบการณ์สอนมาอย่างโชกโชน บ้านครูมด ก่อตั้งขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจในช่วงวัยเด็ก ที่เรียนพิเศษ หลายๆที่ ที่ดังๆ สอนสนุก แต่สุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจบทเรียน ได้แต่ความสนุกและค่านิยม ที่ไม่ค่อยสร้างประโยชน์สักเท่าไหร่ ครูมดสอนหนังสือมาหลายปีมากแล้ว สอนตามใต้ตึกคณะตอนเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนแบบตัวต่อตัว ส่งเด็กๆเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้หลายคนแล้ว ตอนนี้จึงเปิดเป็นศูนย์เล็กๆขึ้นมา สอนเน้นคุณภาพและความเข้าใจเหมือนเดิม ไม่ใช่โรงเรียนเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ ค่าเรียนจึงถูกกว่า ที่อื่นๆหลายเท่า แต่สอนโดยครูชื่อดัง ที่มีประสบการณ์สอนมาอย่างโชกโชน 


ครูนัท...ขอบอกครูนัท...ขอบอก

ยินดีต้อนรับ น้องๆทุกคนสู่ครอบครัวบ้านครูมดครับ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากแรงบรรดาลใจและอุดมการณ์ที่ต้องการเห็นน้องๆประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตด้วยความภาคภูมิใจ

พี่เองก็เป็นคนหนึ่งที่เข้ามาเป็นติวเตอร์ เพราะความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กๆเป็นทุนเดิมที่อยาก  สอน สอน และ สอน น้องๆทุกคนให้เก่ง เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดไปในอดีต นั่นก็คือ โอกาสในการเรียนพิเศษ เหมือนเด็กๆคนอื่นใน วัยเดียวกัน เนื่องจากปัญหาในเรื่องของฐานะทางบ้าน และความเข้าใจของที่บ้านที่คิดว่า การเรียนพิเศษเหมือนการเอาสตางค์ไปให้คนอื่นเขาฟรีๆ เพราะเนื้อหาก็เหมือนในห้องเรียนอยู่แล้ว ซ้ำยังเข้าใจไปด้วยว่า คนที่จะสามารถเรียนพิเศษได้ จะต้องเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคมเท่านั้น (ส่วนเราเป็นแค่ลูกแม่ค้ากลางตลาด ก็คงหมดสิทธิ์น่ะสิครับ)

แน่นอนแหล่ะครับ  เวลาเพื่อนๆพูดถึงการกวดวิชาหรือ เนื้อหาสาระที่เข้มข้นของอาจารย์ที่สอน  พี่มักจะถือหนังสือแบบฝึกหัดที่ซื้อจากสวนจตุจักรเล่มเก่าๆเดินหนีทุกครั้ง เพราะคิดว่าตัวเองไม่เท่าเทียมคนอื่น ไม่ได้เรียนพิเศษ แถมยังต้องอ่านหนังสือเก่าๆมือสอง อีกต่างหาก

 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่การเรียนของพี่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา เพราะมีเพื่อน 30 – 40 คน  ความพอเพียงของพี่ทำให้ ผลการเรียนอยู่ในอันดับกลางๆของห้องความน้อยใจ ผนวกกับผลการเรียนที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ทำให้พี่คิดว่า ในเมื่อเราไม่ได้เรียนพิเศษ มีแค่หนังสือเล่มเก่าๆหนึ่งเล่ม ก็เลยลองดูซักตั้ง ดูซิว่าเราจะชนะเด็กหลายๆคนได้หรือเปล่า

แน่นอนครับ การทรมานตัวเองก็เกิดขึ้น พี่อ่านหนังสือและทำแต่แบบฝึกหัด ซ้ำไปซ้ำมา วันละ 4 ชั่วโมง จนกระทั่งสอบรวมระยะเวลา กว่า 30 วัน แต่ก็แหล่ะครับ ชีวิตไม่เหมือนในนิยายเพราะ  ผลสอบที่ออกมาก็ไม่ได้ขึ้นไปมากมายอะไร ซ้ำในวิชาที่อ่านอย่างใจจดใจจ่ออย่าง ภาษาอังกฤษกลับคะแนน ลดลงไปกว่าเก่า  และที่น่าแค้นใจมากที่สุดก็คือ คนที่ได้ที่หนึ่งถึง สิบของห้อง ล้วนแต่เรียนพิเศษด้วยกันทั้งนั้น

ถึงจะอิจฉาก็บอกตามตรงว่า แต่เพื่อนๆพี่ก็ไมได้มีความสุขเหมือนอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะเป็น หน้าดำคร่ำเครียด อยู่กับตำรา และปล่อยให้ชีวิตในวัยเด็กผ่านไปอย่างน่าเสียดาย บางคนถึงขนาดต้องเรียนพิเศษทุกเย็นกลับบ้าน สองถึงสามทุ่ม เสาร์ – อาทิตย์ ก็เรียนและก็เรียน จนถึงเย็น

พี่เลยคิดว่า แล้วความสุขกับความพอดีของชีวิตอยู่ที่ไหน หลังจากนั้นก็เริ่มบอกตัวเองว่า หากโตขึ้นผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดี มีหน้าที่การงานพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้บ้างแล้ว  พี่อยากเป็นครูสอน กวดวิชาครับ เป็นครที่สอนให้เด็กเข้าใจ มากกว่าการจำโจทย์คณิตศาสตร์ไปเข้าห้องสอบ  และสอนด้วยความสุข พี่อยากเห็นเด็กๆ มานั่งรอพี่นัทสอนด้วยอาการใจจดใจจ่อ และออกจากห้องเรียนด้วยความสุข

แรงบันดาลใจนี้ทำให้พี่ได้มีโอกาสมาสอนที่ บ้านครูมด และเป็นพี่ใหญ่ในการดูแลน้องๆให้เก่ง ฉลาด และเป็นอัจฉริยะ  ด้วยเทคนิคการสอน และกิจกรรมที่สนุกสนาน 

วันนี้พี่เริ่มทำตามความต้องการของตัวเองแล้ว  ชีวิตพี่ผกผันหลังจากค้นพบ วิธีสอนให้ตัวเองให้เก่งได้ภายในสิบวัน พี่จบการศึกษาด้วยด้วยปริญญาเหรียญทอง  และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็ว พี่จึงมาเดินตามฝันของตัวเอง และอยากให้น้องๆลองเอาความฝันของน้องมาร่วมกันถักทอ และให้ศูนย์กวดวิชา ช่วยสานฝันน้องๆ น้ะครับ

ฉบับหน้า พี่จะเอาเทคนิค การเรียนเก่งภายในสิบวันมาฝากครับ